Skip to content

AI Agent Stack: แยกผู้จัดการ ผู้ลงมือทำ และการทดสอบ

VibeSolo
ภาพปก Develop at Idea Velocity ที่มี Jeffrey Lee-Chan และข้อความ Snap Inc.
ภาพปกจากคลิป AI Agent Stack: แยกผู้จัดการ ผู้ลงมือทำ และการทดสอบ ทางช่อง AI Engineer • ที่มา

การใช้ AI เขียนโค้ดเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่ยังมีการส่งต่องาน เก็บบริบท และตรวจผลก่อนนำไปใช้ คลิป Develop at Idea Velocity โดย Jeffrey Lee-Chan จาก Snapchat ทางช่อง AI Engineer เล่าระบบที่เขาใช้จัดการผู้ช่วย AI หลายตัว พร้อมตัวอย่างงานและปัญหาที่ยังต้องแก้

แนวคิดหลักคือ harness หรือโครงระบบรอบ AI ที่จัดให้ผู้ช่วยแต่ละตัวมีบทบาทและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทำงานคู่กันได้ และส่งผลกลับมาให้ตรวจ ผู้พูดอธิบายการใช้ OpenClaw ร่วมกับตัวจัดการผู้ช่วย AI และหน้าจอ terminal ที่ใช้ติดตามงาน

ระบบที่เขาเล่าครอบคลุมการเก็บบริบท การแบ่งบทบาท การทำงานคู่กัน และการตรวจผล ส่วนวิธีทดลอง staging หรือระบบทดลองก่อนนำโค้ดไปใช้จริงในช่วงท้าย ยังอยู่ระหว่างตั้งค่าและแก้ปัญหาในเวลาที่บรรยาย

หน้าแนะนำบรรยาย Openclaw Agent Orchestrator โดย Jeffrey Lee-Chan
หน้าแนะนำการบรรยาย Openclaw Agent Orchestrator โดย Jeffrey Lee-Chan ทางช่อง AI Engineer เป็นภาพแนะนำผู้บรรยาย ไม่ใช่แผนภาพขั้นตอนทำงาน ดูต้นฉบับ

เริ่มจากระบบรอบ AI ที่ส่งต่องานและตรวจผลงาน

ในตัวอย่างของผู้พูด OpenClaw มีบริบทและความจำเกี่ยวกับงาน เช่น ผู้ช่วยตรวจโค้ดที่เขาเรียกว่า skeptic agent จึงเข้าใจได้ว่าเขาหมายถึงงานไหนเมื่อส่งข้อความสั้นๆ ไปสั่งงาน

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่ายังมีงานที่ต้องแก้ปัญหาต่อ เช่น การเพิ่มเวลารอเมื่อระบบหมดเวลา การมีบริบทเดิมจึงไม่ได้แปลว่าผู้ช่วยจะทำทุกงานจบได้เอง

ผู้พูดพยายามให้คนกำหนดงานและตรวจผลมากขึ้น ขณะที่ผู้ช่วย AI ลงมือทำงานย่อยและทดสอบ เขายกตัวอย่างว่าถ้า AI บอกว่างานพร้อมแล้ว ขั้นถัดไปยังต้องสั่งให้รันทดสอบ

เมื่อประยุกต์กับงานธุรกิจ VibeSolo เสนอให้กำหนดตั้งแต่ต้นว่า งานนี้ต้องการผลอะไร และต้องส่งหลักฐานใดกลับมาให้คนตรวจ ก่อนตัดสินใจว่าขั้นตอนไหนควรให้ AI ทำต่อเอง

สื่อสารสั้นลงได้เมื่อระบบมีบริบทของงาน

ผู้พูดใช้คำว่า frictionless communication หมายถึงการติดต่อ AI ได้สะดวก เช่น ส่งข้อความไปสั่งงานโดยไม่ต้องกลับไปนั่งที่เครื่องทุกครั้ง และให้ระบบเชื่อมข้อความนั้นกับบริบทของงานเดิม

ตัวอย่างที่เขาเล่าคือการส่งข้อความสั้นๆ ให้แก้ skeptic agent แล้วถามต่อว่ามีงานสำคัญอะไรอยู่บ้าง ประเด็นจึงไม่ใช่แค่สั่งให้สั้น แต่คือระบบต้องรู้ว่าคำสั่งนั้นเกี่ยวกับงานไหน

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นข้อเสนอของ VibeSolo สำหรับข้อมูลที่อาจใช้เป็นบริบทของงานธุรกิจ:

  • คำถามหรือข้อกังวลที่ลูกค้าถามทีมขายบ่อย
  • แนวทางน้ำเสียงของแบรนด์และแคมเปญก่อนหน้า
  • งานสำคัญของไตรมาส
  • ขั้นตอนทำงานมาตรฐานที่เกี่ยวกับงานนั้น

ควรแยกข้อมูลที่เกี่ยวกับเป้าหมายออกจากรายละเอียดการลงมือทำ ตามเหตุผลของผู้พูดที่ต้องการให้ผู้จัดการงานมีบริบทสำหรับตัดสินใจต่างจากผู้ช่วยที่เขียนโค้ด

แยกผู้จัดการงานกับผู้ลงมือทำให้ชัด

ผู้พูดแยกผู้ช่วย AI เป็น manager หรือผู้จัดการงาน กับ worker หรือผู้ลงมือทำ เพื่อให้แต่ละบทบาทมีข้อมูลและหน้าที่ต่างกัน

ผู้จัดการงานมองเป้าหมาย ข้อกำหนดและประวัติของงาน ส่วนผู้ลงมือทำรับรายละเอียดที่จำเป็นต่อการแก้โค้ด เมื่อคนต้องการควบคุมมากขึ้น ผู้พูดใช้หน้าจอ terminal ของ cmux ติดตามงาน และใช้ Agent Orchestrator ที่เขาปรับจากโครงการโอเพนซอร์สจัดการผู้ลงมือทำ

ผู้พูดสังเกตว่า AI ที่ลงมือทำงานอาจอยากรายงานว่างานของตัวเองพร้อมใช้ การมีผู้จัดการที่เห็นบริบทต่างกันเปิดโอกาสให้ตั้งคำถามกับผลงานนั้นได้ แต่ตัวอย่างนี้ยังไม่ใช่หลักฐานว่าแยกบทบาทแล้วจะขจัดความเอนเอียงได้ทั้งหมด

เขายกตัวอย่างชุดแก้ไขโค้ดหรือ PR หมายเลข 294 โดยสมมติว่าตัวที่ลงมือทำอาจมองว่าควรรวมโค้ด แต่ผู้จัดการงานกลับเสนอให้ปิดชุดนั้น เพราะมี PR อีกชุดที่ควรมาแทน ประเด็นคือบริบทต่างกันอาจทำให้พิจารณาคนละทางเลือก

ตัวอย่างการแยกบทบาทในงานธุรกิจต่อไปนี้เป็นข้อเสนอของ VibeSolo:

  • ผู้จัดการงาน สรุปเป้าหมายแคมเปญและจัดลำดับงาน
  • ผู้ช่วยค้นข้อมูล รวบรวมข้อมูลลูกค้าและคู่แข่ง
  • ผู้ช่วยเขียน เตรียมร่างหลายแบบ
  • ผู้ช่วยตรวจ เช็กความสอดคล้องกับแนวทางแบรนด์
  • คนตรวจรอบสุดท้าย พิจารณาหลักฐานและตัดสินใจนำไปใช้

ให้งานอิสระทำคู่กัน แล้วดูสถานะจากที่เดียว

ผู้พูดใช้ผู้ช่วย AI หลายตัวกับ worktree ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานแยกกันของ Git และใช้ terminal หลายชุดติดตามงาน เขาระบุว่าการแยกพื้นที่นี้เป็นส่วนสำคัญของการทำงานคู่กันและการรวมโค้ดภายหลัง

หน้าจอ cmux ที่เขาเล่ามีแท็บแนวตั้งและการแจ้งเตือนเมื่อมีงานที่ต้องกลับมาดู ผู้พูดจึงใช้ terminal ในบทบาทผู้จัดการมากกว่านั่งเขียนโค้ดทีละส่วนเอง

หากจะประยุกต์กับงานธุรกิจ VibeSolo เสนอให้เริ่มจากงานอิสระที่ไม่ต้องรอผลของกันและกัน เช่น:

  • สรุปประชุม
  • เตรียมข้อมูลสำหรับข้อเสนอราคา
  • วิเคราะห์ข้อมูลคู่แข่ง
  • ร่างอีเมลลูกค้า
  • รวบรวมคำถามที่พบบ่อยสำหรับทีมบริการลูกค้า

ก่อนให้หลายงานเดินพร้อมกัน ควรระบุให้ชัดว่างานไหนต้องรอข้อมูลจากงานอื่น และใครจะตรวจการรวมผล การทำงานขนานไม่ได้แทนขั้นตอนตรวจความถูกต้อง

ประเด็นที่นำมาใช้ได้คือการมีที่ติดตามว่างานไหนกำลังทำ งานไหนเสร็จแล้ว และงานไหนรอการตัดสินใจ โดยไม่ต้องเฝ้าทุกหน้าจอตลอดเวลา

หน้าเริ่มต้น Consensus ML แสดงตัวเลือกเปรียบเทียบหลายโมเดล โดยยังไม่แสดงคำตอบ
หน้าเริ่มต้น Consensus ML ที่ผู้บรรยายยกเป็นตัวอย่าง ในภาพยังไม่แสดงผลตอบจากโมเดลและไม่ใช้ยืนยันผลการทดสอบ ดูต้นฉบับ

แยกบริบทเป้าหมายออกจากรายละเอียดลงมือทำ

เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่ใช้เครื่องมือเขียนโค้ดโดยตรง ผู้พูดตอบว่าเขาต้องการแบ่งความเชี่ยวชาญ ให้ OpenClaw สนใจข้อกำหนด เป้าหมาย และประวัติข้อความที่เขาเคยส่ง ขณะที่ผู้ลงมือทำดูรายละเอียดโค้ดและเครื่องมือของงาน

ผู้พูดยกเรื่องพื้นที่บริบทของโมเดลมาอธิบายว่าข้อมูลเกี่ยวกับวิธีลงมือทำอาจใช้พื้นที่ไปมาก จึงต้องการให้ผู้จัดการงานเก็บภาพรวมไว้ แล้วส่งรายละเอียดที่จำเป็นไปให้ผู้ลงมือทำ

การแบ่งบริบทต่อไปนี้เป็นวิธีจัดข้อมูลที่ VibeSolo เสนอจากหลักคิดนั้น:

  • เป้าหมาย งานนี้ต้องการผลลัพธ์อะไร
  • ประวัติ มีอะไรทำไปแล้วบ้าง
  • ข้อจำกัด ห้ามทำอะไรและต้องระวังอะไร
  • ข้อมูลลงมือทำ รายละเอียดที่ผู้ช่วยต้องใช้กับงานย่อยนั้น

การแบ่งแบบนี้ทำให้ตรวจได้ว่าแต่ละบทบาทได้รับข้อมูลอะไร โดยยังต้องทดสอบว่าข้อมูลนั้นเพียงพอสำหรับงานจริงหรือไม่

ตรวจงานด้วยการทดสอบ ก่อนเชื่อคำว่าเสร็จแล้ว

ในตัวอย่างของผู้พูด เมื่อผู้ช่วย AI บอกว่าพร้อมแล้ว เขายังตอบให้รันทดสอบต่อ ช่วงที่อธิบายการตรวจงาน เขาพูดถึงการทดสอบการทำงานผ่านช่องทางอย่าง MCP หรือ HTTP และการตรวจส่วนที่ต้องดูบน browser

ควรแยกคำรายงานของ AI ออกจากผลที่ตรวจได้ เช่น:

  • การทำงานผ่านช่องทางที่ระบบเปิดไว้ให้ทดสอบได้ผลหรือไม่
  • หน้าจอแสดงผลตามที่คาดไว้หรือไม่
  • ส่วนที่ต้องตรวจผ่าน browser ผ่านการตรวจแล้วหรือยัง

สำหรับงานที่ไม่ใช่โค้ด VibeSolo เสนอให้ใช้หลักเดียวกัน เช่น งานวิเคราะห์ตลาดแนบแหล่งข้อมูล งานร่างข้อเสนอแสดงสมมติฐาน และแผนสื่ออธิบายเหตุผลของงบประมาณแต่ละช่องทาง

การส่งหลักฐานพร้อมผลงานช่วยให้คนพิจารณาได้ว่าจะรับงานนั้น แก้ต่อ หรือทดสอบเพิ่มตรงไหน

เลือกโมเดลตามงาน โควตา และงบ

ช่วงท้ายผู้พูดเล่าว่าเขาเลือกโมเดลตามโควตาและเงินที่ใช้ เมื่อโควตาของตัวหลักเหลือน้อยก็สลับไปอีกตัว นี่เป็นวิธีจัดการต้นทุนของเขาในเวลาที่บรรยาย ไม่ใช่ผลเปรียบเทียบคุณภาพหรือราคาปัจจุบันของผู้ให้บริการ

สำหรับงานธุรกิจ VibeSolo เสนอให้พิจารณาว่างานไหนต้องการความสามารถอะไร และจะตรวจผลของโมเดลแต่ละตัวอย่างไร ควบคู่กับงบที่รับได้

ตัวอย่างการจัดชั้นงานต่อไปนี้เป็นแนวทางทดลอง:

  • งานที่มีผลตัดสินใจสำคัญ ใช้โมเดลที่ผ่านการทดสอบกับงานนั้นแล้ว
  • งานปริมาณมาก เช่น แปลงรูปแบบหรือจัดหมวดหมู่ ทดลองตัวที่ประหยัดกว่าและตรวจตัวอย่างผลลัพธ์
  • งานตรวจซ้ำ เปรียบเทียบว่าตัวที่ต้นทุนต่ำกว่าจับข้อผิดพลาดที่ต้องการได้หรือไม่
  • งานที่ต้องการหลายมุมมอง ทดลองเปรียบเทียบคำตอบจากหลายโมเดลโดยยังตรวจแหล่งข้อมูลต้นทาง

ผู้พูดโชว์เว็บที่รวบรวมคำตอบจากหลาย AI แทนการเปิดแต่ละตัวแล้วคัดลอกคำตอบมารวมเอง เขาระบุว่าชอบคำตอบแบบนี้มากกว่า แต่การมีหลายคำตอบตรงกันยังไม่ได้ยืนยันว่าข้อสรุปนั้นถูกต้อง

หน้าเว็บไซต์ Codex ของ OpenAI พร้อมปุ่มดาวน์โหลดสำหรับ macOS
หน้าเว็บไซต์ Codex ที่ปรากฏในคลิป ใช้แสดงบริบทเครื่องมือที่ผู้พูดกล่าวถึง ไม่ใช่หลักฐานว่า staging ผ่านการทดสอบแล้ว ดูต้นฉบับ

แยก sandbox ออกจาก staging ที่ยังอยู่ระหว่างทดลอง

ผู้พูดแยก sandbox ซึ่งเป็นพื้นที่แยกการทำงาน เช่น Docker ออกจาก staging หรือระบบสำหรับทดลองก่อนนำโค้ดไปใช้จริง เขาระบุว่าระบบ staging ที่กำลังตั้งค่ายังมีปัญหาและต้องแก้ต่อ

แนวทางที่เขาตั้งใจทดลองคือพัฒนาในเครื่อง ทดสอบการทำงานร่วมกันของส่วนต่างๆ บนระบบทดลอง แล้วค่อยรวมโค้ดและนำไปใช้จริง ส่วนตัวอย่างธุรกิจต่อไปนี้เป็นข้อเสนอของ VibeSolo:

  • ให้ AI ร่างอีเมลก่อนส่งจริง
  • สร้างหน้าโปรโมชันในพื้นที่ทดลองก่อนเผยแพร่
  • ทดสอบงานวิเคราะห์กับชุดข้อมูลทดลองก่อนใช้ข้อมูลจริง
  • ทดลองขั้นตอนทำงานภายในก่อนให้ทีมใช้วงกว้าง

ผู้พูดคาดว่าการมีระบบทดลองเพิ่มอาจเพิ่มการใช้โทเคนและช่วยเรื่องความน่าเชื่อถือได้บ้าง แต่ในคลิปเขายังไม่ได้รายงานว่าทดลองระบบนี้สำเร็จแล้ว จึงต้องตรวจผลและต้นทุนจริงก่อนสรุปว่าคุ้มกับงานนั้น

ดูสองเว็บที่ผู้พูดยกตัวอย่าง

ผู้พูดแสดงเว็บที่เขาระบุว่าสร้างไว้สองประเภท:

แบบแรกคือ AI RPG หรือเกมสวมบทบาทที่ AI สร้างเรื่องและโลกตอบสนองต่อผู้เล่น ผู้พูดอธิบายว่าระบบใช้กติกาแบบ D&D และการทอยลูกเต๋าเพื่อตัดสินว่าการกระทำสำเร็จหรือไม่ ต่างจากการให้ระบบสนทนาเล่าเรื่องไปอย่างเดียว

แบบที่สองคือเว็บรวบรวมการวิเคราะห์จากหลาย AI เพื่อช่วยลดขั้นตอนที่ผู้พูดเคยเปิดหลายโมเดลแล้วคัดลอกคำตอบมารวมกัน ทั้งสองเป็นตัวอย่างและคำอธิบายของผู้สร้าง ไม่ใช่ผลทดสอบความแม่นยำหรือประสิทธิภาพอิสระ

สิ่งที่นำไปคิดต่อได้คือ ต้องกำหนดกติกาของงานและวิธีตรวจผลให้ชัด ควบคู่กับการเลือกโมเดลและการส่งต่องานระหว่างผู้ช่วยแต่ละตัว

ที่มา: Develop at Idea Velocity โดย Jeffrey Lee-Chan จาก Snapchat ทางช่อง AI Engineer อัปโหลด 11 กรกฎาคม 2026 ตามเวลาไทย เนื้อหาเป็นการอธิบายระบบและการทดลองในเวลานั้น ตัวอย่างธุรกิจไทยเป็นข้อเสนอของ VibeSolo