Skip to content

The Pipeline Is Dead: แนวคิดซอฟต์แวร์ที่ปรับตามผู้ใช้

VibeSolo
ภาพปก The Pipeline is Dead พร้อมภาพ Iris ten Teije และตรา AI Engineer World’s Fair
ภาพปกต้นทางของคำบรรยาย The Pipeline Is Dead โดย Iris ten Teije เครดิต: AI Engineer • ที่มา

ประเด็นที่ Iris ten Teije ชวนคิดในคลิปนี้คือ AI อาจเปลี่ยนสมมติฐานเก่าของวงการซอฟต์แวร์ นั่นคือการสร้างซอฟต์แวร์หนึ่งเวอร์ชันที่เครื่องหนึ่ง แล้วส่งไปใช้อีกเครื่องโดยคงโค้ดชุดเดิมไว้

ในคลิป The Pipeline Is Dead จากช่อง AI Engineer เธอเสนอว่าอนาคตของการส่งซอฟต์แวร์ให้ผู้ใช้อาจไม่ใช่การส่งของชิ้นเดียวให้ทุกคน แต่เป็นการปล่อยแกนกลางหนึ่งชุด แล้วให้ระบบแตกแขนงเป็นเวอร์ชันที่เหมาะกับแต่ละคนระหว่างใช้งาน นี่เป็นวิสัยทัศน์ที่เธอและทีมกำลังทำงานต่อ ยังมีโจทย์ยากที่เธอยอมรับว่ายังแก้ไม่ครบ

สำหรับคนทำผลิตภัณฑ์ แนวคิดนี้ชวนให้ถามทั้งเรื่องความเหมาะสมกับผู้ใช้และวิธีวัดผล Iris ยกอัตราการกลับมาใช้ การเลิกใช้ และจำนวนคำขอช่วยเหลือเป็นตัวอย่างเป้าหมายที่ต้องติดตาม ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแน่นอนจากการใช้ AI

ทำไม pipeline แบบเดิมถึงเคยเหมาะกับต้นทุนการพัฒนา

Iris เริ่มจากแนวคิด one version for everyone หรือซอฟต์แวร์เวอร์ชันเดียวสำหรับทุกคน เราสร้าง artifact ซึ่งหมายถึงชุดซอฟต์แวร์ที่พร้อมนำไปใช้งาน แล้วคงสภาพนั้นไว้ก่อนส่งจากเครื่องที่สร้างไปยังเครื่องที่รัน ผ่านกระบวนการอย่าง CI pipeline ที่ตรวจและเตรียมโค้ดอัตโนมัติ ที่เก็บแพ็กเกจ อิมเมจคอนเทนเนอร์ หรือการตรวจแอปในแอปสโตร์

เธออธิบายว่าโมเดลนี้เกิดจากต้นทุน เมื่อการเปลี่ยนโค้ดหนึ่งครั้งแพง เสี่ยง และใช้เวลาของคนที่มีทักษะ การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเหตุการณ์ที่ทำไม่บ่อย ต้องตรวจสอบให้ดี จากนั้นค่อยคงสภาพแล้วส่งให้ผู้ใช้

ข้อดีที่เธอยกมาคือ

  • ย้อนกลับเวอร์ชันได้
  • ตรวจสอบได้
  • ทำซ้ำได้

ในมุมมองของ Iris ความน่าเชื่อถือนี้แลกมากับข้อจำกัดเรื่องการปรับให้เหมาะกับแต่ละคน ซอฟต์แวร์จึงมุ่งเป็นเวอร์ชันที่ใช้ได้กับคนจำนวนมาก มากกว่าเวอร์ชันที่เหมาะกับผู้ใช้แต่ละราย

สไลด์ข้อความ NOBODY CHOSE THIS พร้อมภาพผู้บรรยายที่มุมล่างขวา
สไลด์ชวนทบทวนสมมติฐานการส่งซอฟต์แวร์เวอร์ชันเดียวให้ทุกคน ตำแหน่งที่ต้นฉบับระบุ 02:47 เครดิต: Iris ten Teije / AI Engineer ดูต้นฉบับ

Iris ตั้งข้อสังเกตว่าเราไม่ได้เลือกซอฟต์แวร์เวอร์ชันเดียวสำหรับทุกคนเพราะมันชนะการถกเถียง แต่เพราะการดูแลเวอร์ชันแยกตามผู้ใช้ยังมีต้นทุนสูงเกินไป นี่เป็นคำอธิบายของเธอต่อที่มาของโมเดลเดิม

ข้อเสนอเรื่องต้นทุนและการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ระหว่างใช้งาน

ใจความสำคัญของคลิปไม่ใช่แค่ “AI เขียนโค้ดได้” Iris มองว่าต้นทุนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้องและมีขอบเขตกำลังลดลงมาก เธอใช้คำว่าเข้าใกล้ศูนย์เพื่ออธิบายทิศทางนี้ แต่ไม่ได้แสดงผลทดสอบต้นทุนที่ยืนยันว่าเกิดขึ้นกับซอฟต์แวร์ทุกชนิด

ในข้อเสนอของเธอ เมื่อการแก้ซอฟต์แวร์ถูกลง การตัดสินใจว่าจะคงทุกอย่างไว้ตั้งแต่ขั้นสร้างซอฟต์แวร์ก็อาจเปลี่ยนไป บางส่วนอาจถูกกำหนดบนเซิร์ฟเวอร์ บางส่วนบนเครื่องผู้ใช้ และบางส่วนอาจเปลี่ยนได้ระหว่างการใช้งานของผู้ใช้คนนั้น

นี่คือจุดที่เธอมองว่าเส้นแบ่งระหว่างการพัฒนากับการส่งซอฟต์แวร์ให้ผู้ใช้เริ่มจางลง ถ้าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ใกล้จุดใช้งานจริงมากขึ้น การพัฒนาและการปล่อยซอฟต์แวร์ก็อาจไม่ต้องแยกเป็นสองช่วงเสมอไป

สไลด์แยกคำว่า DEVELOPMENT และ DISTRIBUTION ไว้ในสองกล่อง
สไลด์แยกการพัฒนาออกจากการส่งซอฟต์แวร์ให้ผู้ใช้ เพื่ออธิบายเส้นแบ่งที่ Iris เสนอให้ทบทวน ตำแหน่งที่ต้นฉบับระบุ 04:35 เครดิต: Iris ten Teije / AI Engineer ดูต้นฉบับ

ความต้องการซอฟต์แวร์ที่เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน

อีกมุมที่ Iris ยกขึ้นมาคือความต้องการของลูกค้าไม่ได้เพิ่งเกิด คนต้องการซอฟต์แวร์ที่เข้ากับงานตัวเองมานานแล้ว เธอมองว่าข้อจำกัดที่ผ่านมาอยู่ที่ต้นทุนในการปรับให้แต่ละคน

ตัวอย่างที่ยกมาในคลิปชัดมาก

  • ซอฟต์แวร์องค์กรมีบริการจากผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาไว้ปรับระบบให้ลูกค้ารายใหญ่
  • เครื่องมือทำงานส่วนตัว เช่น การตั้งค่าโปรแกรมแก้ไขโค้ดหรือปุ่มลัด คนก็มักปรับให้เข้ามือ
  • Excel เป็นอีกตัวอย่างที่เธอยกมา เพราะผู้ใช้สร้างโปรแกรมและลำดับงานของตัวเองบนเครื่องมือเดียวกัน

เธอใช้ตัวอย่างเหล่านี้สนับสนุนความต้องการซอฟต์แวร์ที่ปรับตามผู้ใช้ และเปรียบเทียบกับวิธีแบ่งกลุ่มล่วงหน้า เช่น feature flags ที่เปิดปิดฟีเจอร์ตามเงื่อนไข การแบ่งกลุ่มผู้ใช้ และ A/B testing ที่ทดสอบตัวเลือกต่างกันระหว่างกลุ่ม

ทำความเข้าใจกับแนวคิด stem และ divergence

ข้อเสนอหลักของ Iris คือ แทนที่จะส่งโค้ดชุดเดียวที่คุมด้วยการเปิดปิดฟีเจอร์ให้ทุกคน ให้ปล่อย canonical stem หรือแกนกลางร่วมหนึ่งชุด แล้วให้ผู้ใช้แต่ละคนรัน divergence ซึ่งหมายถึงส่วนที่แตกต่างและปรับเฉพาะราย

พูดให้ง่ายขึ้น คือมี “แกน” ร่วมกัน แต่แต่ละคนเห็นหน้าตาและลำดับการทำงานที่ต่างกันได้แบบสดๆ

สไลด์เปรียบเทียบ ONE ARTIFACT FOR EVERYONE กับ ONE STEM + A DIVERGENCE PER USER
สไลด์ข้อเสนอให้มีแกนกลางร่วมและส่วนที่ปรับตามผู้ใช้ แทนซอฟต์แวร์ชุดเดียวสำหรับทุกคน ตำแหน่งที่ต้นฉบับระบุ 08:24 เครดิต: Iris ten Teije / AI Engineer ดูต้นฉบับ

เป้าหมายที่เธออธิบายคือขยับจากเวอร์ชันเดียวที่พอใช้ได้กับทุกคน ไปสู่เวอร์ชันที่เหมาะกับผู้ใช้แต่ละราย

ตัวอย่างที่เธอยกเพื่ออธิบายแนวคิดเป็น CRM หรือระบบจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งมักออกแบบโดยมีพนักงานขายเป็นผู้ใช้หลัก แต่ถ้าผู้ใช้เป็นนักลงทุน พฤติกรรมอาจต่างออกไป เช่น

  • บันทึกว่าใครแนะนำผู้ก่อตั้งเข้ามาในดีลลงทุน
  • ข้ามบางช่องกรอกข้อมูลเป็นประจำ
  • สนใจดีลบางประเภทมากกว่าที่ระบบจัดลำดับไว้

ในตัวอย่างนี้ ระบบที่ปรับตามผู้ใช้ควรเรียนรู้ว่าช่องข้อมูลใดควรซ่อน ช่องใดควรแสดงให้เด่นขึ้น และข้อมูลแบบไหนควรขึ้นก่อน โดยยังอยู่ภายในขอบเขตและจุดประสงค์ของผลิตภัณฑ์เดิม ผู้ใช้ยังอาจเป็นฝ่ายขอให้ปรับเองได้ด้วย ตัวอย่างนี้อธิบายแนวคิด ไม่ใช่ผลทดสอบว่าระบบทำได้ถูกต้องทุกครั้ง

หน้าจอตัวอย่าง Acme CRM หน้า DEALS มีกรอบสีเหลืองรอบรายละเอียดดีลและตาราง Pipeline by stage
หน้าจอ CRM ที่ใช้เป็นตัวอย่างประกอบคำอธิบายเรื่องการปรับตามผู้ใช้ ยังไม่ใช่ผลทดสอบประสิทธิภาพ ตำแหน่งที่ต้นฉบับระบุ 11:43 เครดิต: Iris ten Teije / AI Engineer ดูต้นฉบับ

เป้าหมายของการจำกัดขอบเขตและย้อนกลับรายกรณี

Iris เล่าถึง CTO คนหนึ่งที่กังวลว่า แค่ดูแลโค้ดที่ AI สร้างชุดเดียวก็ยากอยู่แล้ว แล้วจะดูแลเป็นล้านเวอร์ชันได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นบทสนทนาที่เธอรายงาน ไม่ใช่การสำรวจความเห็นของ CTO

คำตอบของ Iris ไม่ได้บอกให้เชื่อว่า AI จะจัดการทุกอย่างได้เอง แต่ชี้ไปที่ unmanaged divergence หรือความแตกต่างของโค้ดที่ไม่มีขอบเขตควบคุม

ในคำอธิบายของเธอ ถ้าโค้ดทุกส่วนแตะกันได้หมดและไฟล์ยาวพันบรรทัดพันกันเป็นก้อนเดียว ความเปราะบางก็เกิดจากการขาดโครงสร้างแบ่งส่วน ไม่ใช่เพียงจากการที่ AI สร้างโค้ด

แนวคิดแกนกลางและส่วนที่แตกต่างเฉพาะผู้ใช้พยายามแก้เรื่องนี้ด้วยเป้าหมายให้แต่ละส่วน

  • มีขอบเขต
  • แยกจากกัน
  • ย้อนกลับได้รายกรณี
  • จำกัดผลกระทบไว้ในบริบทของผู้ใช้รายนั้น
สไลด์ข้อกังวลเรื่องดูแลโค้ดที่ AI สร้างหนึ่งชุดเทียบกับการดูแลล้านเวอร์ชัน
ข้อกังวลของ CTO ที่ Iris เล่า: แค่ดูแลโค้ดที่ AI สร้างชุดเดียวก็ยาก แล้วจะดูแลล้านเวอร์ชันอย่างไร ตำแหน่งที่ต้นฉบับระบุ 09:07 เครดิต: Iris ten Teije / AI Engineer ดูต้นฉบับ

Iris มองว่าถ้าออกแบบโครงสร้างได้ตามเป้าหมาย ความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงอาจจำกัดอยู่ในบริบทของผู้ใช้รายเดียว และย้อนกลับได้โดยไม่ต้องปล่อยซอฟต์แวร์ทั้งระบบใหม่ นี่เป็นคุณสมบัติที่สถาปัตยกรรมนี้มุ่งให้ได้ ยังไม่ใช่คำรับรองว่าทำสำเร็จแล้วในทุกกรณี

ข้อควรคิดตามคือความท้าทายไม่ได้หายไป แม้จะจำกัดผลกระทบได้ ก็ยังต้องออกแบบขอบเขตที่แต่ละส่วนแก้ไขได้ให้ชัด และตรวจสอบว่าขอบเขตนั้นทำงานจริง

ตั้งขอบเขตให้ชัดว่าระบบปรับอะไรได้ และอะไรห้ามแตะ

Iris เสนอว่านักพัฒนายังต้องกำหนดว่าระบบปรับอะไรได้และห้ามแตะอะไร เธอยกตัวอย่างฟอร์มที่อาจปรับเพื่อเพิ่มอัตราการทำรายการสำเร็จ แต่ช่องข้อมูลบางช่องต้องถูกกำหนดว่าห้ามลบ

ส่วนการชำระเงินเป็นตัวอย่างที่เธอเสนอให้กันออกจากการปรับอัตโนมัติ

หากใช้แนวคิดนี้เป็นคำถามในการออกแบบผลิตภัณฑ์ เราอาจแบ่งพื้นที่เป็นสามชั้น ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นข้อเสนอของ VibeSolo ไม่ใช่รายการที่ผู้พูดแจกแจงไว้

  1. ส่วนที่อาจอนุญาตให้ปรับ เช่น คำอธิบายและลำดับข้อมูล
  2. ส่วนที่ปรับได้ภายใต้ข้อจำกัด เช่น ฟอร์มที่ต้องคงช่องข้อมูลสำคัญไว้
  3. ส่วนที่กันออกจากการปรับอัตโนมัติ เช่น การชำระเงิน

ห้าโจทย์ที่ยังต้องแก้เมื่อไม่มีซอฟต์แวร์ชุดเดียว

Iris ยอมรับตรงๆ ว่าทีมยังแก้โจทย์ยากทั้งหมดไม่ได้ แต่มีมุมมองต่อแต่ละข้อ และกำลังทำงานอยู่ เธอแบ่งความท้าทายหลักเป็นห้าเรื่อง

สไลด์คำถาม WHAT CHANGES WHEN THERE IS NO SINGLE ARTIFACT
สไลด์ตั้งคำถามถึงโจทย์ใหม่เมื่อผู้ใช้ไม่ได้รันซอฟต์แวร์ชุดเดียวกัน ตำแหน่งที่ต้นฉบับระบุ 13:15 เครดิต: Iris ten Teije / AI Engineer ดูต้นฉบับ

1. จะตรวจสอบสถานะซอฟต์แวร์จากอะไร

ถ้าไม่มีชุดซอฟต์แวร์เดียว เราจะตอบอย่างไรว่าผู้ใช้กำลังใช้ซอฟต์แวร์อะไร ในแนวคิดของเธอคำตอบคือแกนกลางรวมกับส่วนแตกต่างทั้งหมดที่มีบันทึกคงสภาพไว้ให้ตรวจสอบ

การถามว่า “ผู้ใช้นี้กำลังรันเวอร์ชันไหน” จึงต้องตามความสัมพันธ์ให้ได้ว่า สัญญาณใดนำไปสู่คำแนะนำใด และเกิดการปรับแบบไหน Iris ระบุว่าการติดตามที่มานี้เป็นหนึ่งในส่วนที่ทีมกำลังทำงานอยู่

2. จะทดสอบความถูกต้องอย่างไร

เธอชี้ว่าต้องทดสอบทั้งแกนกลางและส่วนแตกต่างที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงตรวจว่าการเปลี่ยนโค้ดและหน้าจอทำงานถูกต้อง

3. เปลี่ยนแล้วดีต่อผู้ใช้และธุรกิจจริงหรือไม่

โค้ดถูกต้องไม่ได้แปลว่าการเปลี่ยนนั้นเป็นสิ่งที่ต้องการ Iris ยกตัวอย่างเป้าหมายอย่างการกลับมาใช้ การลดการเลิกใช้ หรือการลดจำนวนคำขอช่วยเหลือ แล้วถามว่าการปรับทำให้ตัวชี้วัดที่สำคัญดีขึ้นจริงหรือไม่

4. จะให้ระบบตัดสินใจเองแค่ไหน

เธอกล่าวว่าการเริ่มจากคำแนะนำโดยยังไม่ให้ระบบเปลี่ยนเองเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แต่เป้าหมายของทีมคือทำให้ระบบน่าเชื่อถือพอจนไม่ต้องขอให้นักพัฒนาอนุมัติทุกครั้ง เธอย้ำว่าการสร้างความไว้วางใจนี้ยังเป็นโจทย์ยาก

5. จะประสานการเปลี่ยนแปลงระหว่างหลายเวอร์ชันอย่างไร

ถ้าทุกคนใช้เวอร์ชันต่างกัน การส่งอัปเดตจะไม่ใช่การให้ทุกคนรันโค้ดชุดเดียวกัน แนวคิดที่เธอเสนอคือประสานเจตนาและผลลัพธ์ เพื่อให้แต่ละเวอร์ชันไปถึงเป้าหมายเดียวกันผ่านเส้นทางของตัวเอง

การสร้างโค้ดกับการดูแลการเปลี่ยนแปลง

Iris ใช้วลี “generation is the easy 80%” เพื่อเน้นว่าการเรียกโมเดลให้เขียนโค้ดเป็นส่วนที่ง่าย ตัวเลข 80% เป็นการประเมินเชิงถ้อยคำของผู้พูด ไม่มีวิธีวัดหรือผลทดสอบให้ตรวจสอบในคลิป

สไลด์ข้อความ GENERATION IS THE EASY 80% พร้อมภาพผู้บรรยาย
สไลด์มุมมองของผู้พูดว่าการสร้างโค้ดเป็นส่วนที่ง่าย ตัวเลข 80% เป็นถ้อยคำเปรียบเทียบในคำบรรยาย ไม่ใช่ผลวัด ตำแหน่งที่ต้นฉบับระบุ 17:41 เครดิต: Iris ten Teije / AI Engineer ดูต้นฉบับ

ส่วนที่เธอมองว่ายากคือ

  • การมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในระบบ
  • การตรวจสอบว่าการเปลี่ยนแปลงใช้ได้จริง
  • การตามที่มาและเหตุผลของแต่ละเวอร์ชัน
  • การประสานการเปลี่ยนแปลงให้ไปถึงเป้าหมายร่วม
  • การวัดผลว่าการเปลี่ยนทำให้ตัวชี้วัดที่ต้องการดีขึ้นหรือไม่

หากใช้เป็นคำถามในการตัดสินใจทำผลิตภัณฑ์ เราไม่ควรถามแค่ว่า “จะใช้ AI ทำฟีเจอร์อะไร” แต่ควรถามต่อว่า

  • จะรู้ได้ยังไงว่า AI ปรับอะไรไปบ้าง
  • ถ้าผลลัพธ์แย่ จะย้อนกลับอย่างไร
  • จะวัดผลกับตัวชี้วัดไหน
  • ใครมีสิทธิ์กำหนดขอบเขตที่ระบบปรับได้

สารหลักของคลิปนี้เป็นข้อเสนอว่าเงื่อนไขที่เคยทำให้ pipeline แบบเดิมจำเป็นอาจเปลี่ยนไป เมื่อการสร้างซอฟต์แวร์ถูกลงและเกิดใกล้จุดใช้งานจริงมากขึ้น เราอาจไม่ได้ส่งซอฟต์แวร์ชุดเดียวให้ทุกคนอีกต่อไป ขณะเดียวกัน การจำกัดผลกระทบ การตรวจสอบที่มา และการวัดว่าการเปลี่ยนแปลงดีจริงยังเป็นโจทย์หลักที่ต้องแก้

สำหรับคนทำผลิตภัณฑ์ คำถามที่ตามมาคือส่วนไหนควรปรับเฉพาะผู้ใช้ และเราจะตรวจสอบความถูกต้อง ที่มา และผลลัพธ์ได้อย่างไร ก่อนจะเพิ่มอิสระให้ระบบตัดสินใจเอง

ที่มา: The Pipeline Is Dead - Iris ten Teije, Sky Valley Ambient Computing จากช่อง AI Engineer อัปโหลดวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 เวลา 03:46:29 UTC บทความนี้สรุปข้อเสนอจากคำบรรยายที่บันทึกไว้ ไม่ได้ยืนยันความพร้อมใช้งานของผลิตภัณฑ์หรือประสิทธิภาพจากการทดสอบอิสระ วันอัปโหลดเป็นวันของแหล่งข้อมูล ไม่ใช่วันเผยแพร่บทความนี้