Skip to content

Codex Ultrafast ในการทดลองของ Nate Herk: เวลารอที่ลดลงกับโควตาที่เพิ่มขึ้น

VibeSolo
ตารางผลการตัดต่อคลิปในวิดีโอของ Nate Herk เปรียบเทียบ Ultrafast กับ Standard
ภาพผลเปรียบเทียบงานวิดีโอจากคลิปของ Nate Herk | AI Automation ตัวเลขและป้ายชื่อในภาพเป็นสิ่งที่ผู้ทำคลิปนำเสนอ ณ เวลาสาธิต

Nate Herk ทดลองโหมดที่เรียกว่า Ultrafast เทียบกับ Standard ใน Codex ผ่านงานสองอย่าง คือการตัดต่อคลิปหนึ่งนาทีและการสร้างคู่มือจากวิดีโอ YouTube ผลที่เขารายงานมีจุดต่างชัดเจน: งานตัดต่อใช้เวลาราว 19 นาทีแทน 50 นาที ขณะที่งานคู่มือลดจากราว 13 นาทีเหลือ 1 นาที 43 วินาที แต่ทั้งสองงานใช้สัดส่วนโควตารายสัปดาห์สูงขึ้น

สำหรับคนทำธุรกิจคนเดียว ตัวอย่างนี้ช่วยตั้งคำถามได้ตรงขึ้นว่า เวลารอที่หายไปช่วยให้ส่งงานทันขึ้นแค่ไหน และต้องแลกกับโควตาที่เหลือสำหรับงานอื่นเท่าไร บทความนี้อ่านผลจากการสาธิตของ Nate เท่านั้น ไม่ใช่ผลทดสอบที่เรารันเองหรือข้อมูลยืนยันราคา สิทธิ์ใช้งาน และสเปกปัจจุบันของผลิตภัณฑ์

งานตัดต่อคลิป ลดเวลารอ แต่ใช้โควตาเพิ่มมาก

โจทย์แรกคือทำคลิปแนวตั้ง 9:16 ความยาว 60 วินาทีจากทริป Google ที่ซานโฮเซ Nate บอกว่าให้ไฟล์เล่าประสบการณ์สองไฟล์รวมประมาณ 11 นาที พร้อมโฟลเดอร์ฟุตเทจขนาดมากกว่า 145 GB ตัวเลขนี้คือขนาดโฟลเดอร์ที่เขาระบุ ไม่ได้แปลว่ามีหลักฐานยืนยันว่าระบบอ่านทุกไฟล์ครบทั้งหมด

เขาระบุว่าใช้โมเดลและระดับการคิดเดียวกันในสองโหมด โดยงานนี้ตั้งระดับการคิดไว้ที่ Extra High ผลที่รายงานมีดังนี้

สิ่งที่เปรียบเทียบUltrafastStandard
เวลาทำงานตามสไลด์19 นาที 13 วินาที49 นาที 53 วินาที
สัดส่วนโควตารายสัปดาห์ที่ใช้17%4%

จากตัวเลขบนสไลด์ งานฝั่ง Ultrafast ใช้เวลาน้อยลง 30 นาที 40 วินาที ส่วนโควตาเพิ่ม 13 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือเป็น 4.25 เท่าของ Standard ค่านี้เป็นสัดส่วนโควตาในบัญชีที่ Nate ใช้ทดลอง ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายต่อคลิป และนำไปคูณค่ารายเดือนตรง ๆ เพื่อหาต้นทุนเป็นเงินไม่ได้

Nate ชอบคลิปจาก Ultrafast มากกว่า เขามองว่าเล่าเรื่องต่อเนื่องและสื่อบรรยากาศของ Google ได้ดี ส่วน Standard มีบางจังหวะตัดเสียงก่อนพูดจบประโยค นี่เป็นการประเมินของผู้รีวิวต่อชิ้นงานที่แสดงในคลิป ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเลือกโหมดเร็วแล้วคุณภาพจะดีขึ้นทุกครั้ง

งานทำคู่มือ ความต่างด้านเวลาเด่นกว่าความต่างด้านผลงาน

โจทย์ที่สองคือทำคู่มือประกอบวิดีโอ YouTube โดย Nate ระบุว่าใช้คำสั่งเดียวกันทั้งสองฝั่ง สไลด์ของเขาระบุระดับการคิด High เท่ากัน และแสดงเวลา 1 นาที 43 วินาทีสำหรับ Ultrafast เทียบกับ 13 นาที 3 วินาทีสำหรับ Standard พร้อมการใช้โควตา 3% เทียบกับ 1% ตามลำดับ

รอบนี้จึงได้ร่างให้ตรวจเร็วขึ้น 11 นาที 20 วินาที ส่วนโควตาเพิ่ม 2 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นประมาณสามเท่าของ Standard แม้ส่วนต่างเมื่อเทียบกับโควตาทั้งบัญชีจะเล็กกว่างานวิดีโอ ก็ยังต้องแยกให้ออกระหว่าง “เพิ่มกี่จุดเปอร์เซ็นต์” กับ “ใช้เป็นกี่เท่าของเดิม”

ตารางผลการสร้างคู่มือในวิดีโอของ Nate Herk เปรียบเทียบเวลาและโควตาระหว่างสองโหมด
ภาพผลเปรียบเทียบงานคู่มือจากคลิปของ Nate Herk | AI Automation เป็นผลของงานที่นำมาแสดง ไม่ใช่อัตราใช้โควตาตายตัวสำหรับทุกงาน

เอกสารทั้งคู่ยาว 7 หน้าและมีโครงสร้างใกล้กัน Nate ไม่เห็นว่าฉบับใดดีกว่าอย่างชัดเจน เขาพบลิงก์อ่านต่อเพิ่มเติมในฉบับ Standard ซึ่งไม่พบในฉบับ Ultrafast ระหว่างตรวจให้ดู จุดนี้มีประโยชน์กว่าการดูเพียงจำนวนหน้า เพราะช่วยชี้ว่าจะตรวจความครบถ้วนของงานตรงไหน

อย่างไรก็ตาม การเปิดเอกสารให้ดูและให้ความเห็นไม่ได้ยืนยันว่าเนื้อหาทุกข้อถูกต้อง ลิงก์ทุกอันใช้ได้ หรือเอกสารพร้อมส่งโดยไม่ต้องแก้ การทดลองนี้ไม่ได้รายงานเวลาที่มนุษย์ใช้ตรวจและแก้จนส่งมอบได้จริง

สองการทดลองนี้ยังสรุปอะไรไม่ได้

คลิปนำเสนอตัวอย่างเปรียบเทียบสองลักษณะงาน โดยไม่มีชุดผลทดสอบซ้ำหลายรอบภายใต้เงื่อนไขควบคุมครบถ้วน จึงยังบอกความสม่ำเสมอของเวลา การใช้โควตา หรือคุณภาพในงานอื่นไม่ได้ แม้ผู้รีวิวระบุว่าใช้คำสั่งหรือการตั้งค่าตรงกัน ก็ยังแยกผลของโหมดความเร็วออกจากความแปรผันของผลลัพธ์แต่ละรอบไม่ได้ทั้งหมด

การประเมินคุณภาพยังมีความเห็นส่วนบุคคลอยู่มาก โดยเฉพาะจังหวะเล่าเรื่องและความเหมาะสมของคลิปกับแบรนด์ เราจึงอ่านได้ว่า Nate ชอบชิ้นใดและเพราะอะไร แต่ยังใช้แทนคะแนนคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์เดียวกันหลายรอบไม่ได้

อีกข้อจำกัดคือโควตาเป็นตัววัดที่ผู้รีวิวรายงานจากบัญชีของเขา ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ราคาต่อโทเคนหรือใบเสร็จค่าใช้จ่าย และไม่เพียงพอสำหรับคำนวณผลตอบแทนจากการซื้อแพ็กเกจ

ถ้าจะทดลองกับงานของตัวเอง ควรเก็บอะไรเพิ่ม

ข้อเสนอของบทความคือเลือกงานที่ทำซ้ำและมีเกณฑ์ตรวจชัด แล้วบันทึกให้เห็นทั้งช่วงที่ AI ทำงานและช่วงที่คนต้องลงมือเอง เพื่อไม่ให้ตัดสินจากเวลาร่างแรกเพียงอย่างเดียว

  • เก็บคำสั่ง ไฟล์ต้นทาง และการตั้งค่าของแต่ละรอบไว้เทียบกัน
  • จดเวลาเริ่ม เวลาที่มีร่างให้ตรวจ และเวลาที่งานผ่านเกณฑ์ส่งมอบ
  • บันทึกโควตาก่อนและหลัง โดยไม่แปลงเปอร์เซ็นต์เป็นเงินหากไม่มีข้อมูลการคิดค่าบริการรองรับ
  • ตรวจตามประเภทงาน เช่น เสียงพูดครบประโยคในคลิป หรือข้อมูลและแหล่งอ้างอิงครบในคู่มือ พร้อมบันทึกเวลาที่ใช้แก้
  • ทำซ้ำหลายรอบและเก็บรอบที่ล้มเหลวไว้ด้วย ก่อนสรุปว่าแบบใดเหมาะกับงานนั้น

ผลที่ Nate แสดงมีคุณค่าเพราะงานสองแบบให้ความต่างไม่เท่ากัน งานตัดต่อใช้โควตาเพิ่มมากเพื่อแลกกับเวลาราวครึ่งชั่วโมง ส่วนงานคู่มือได้ร่างเร็วขึ้นชัดเจนโดยผู้รีวิวมองว่าคุณภาพใกล้เคียงกัน สำหรับการตัดสินใจใช้งานจริง คำตอบจึงต้องมาจากงานของเรา รวมเวลาตรวจและแก้ให้ครบ และดูว่าใครกำลังรอผลนั้นอยู่

ดูการทดลองต้นทาง

แหล่งที่มา: I Tested Codex's $500/mo Ultrafast. What You Need to Know. — Nate Herk | AI Automation ชื่อวิดีโอคงไว้เพื่อระบุแหล่งต้นทาง ตัวเลขราคาในชื่อไม่ใช่การยืนยันเงื่อนไขปัจจุบันหรือคำแนะนำให้สมัครแพ็กเกจ