สรุปจากคลิป ดูคลิปต้นฉบับ
Genius App Store Keyword Trick: กลยุทธ์คีย์เวิร์ดบน App Store ที่อาจเปลี่ยนรายได้ของแอปทั้งก้อน
มีคลิปหนึ่งเล่าประเด็นที่สั้นมาก แต่เฉียบคมอย่างยิ่งสำหรับคนทำแอป โดยเฉพาะนักพัฒนาอิสระที่ไม่มีงบการตลาดมหาศาล ประเด็นนั้นคือเหตุผลว่าทำไมแอปหนึ่งถึงตั้งชื่อว่า HabitTracker-HabitKit ทั้งที่ชื่อแบรนด์จริงคือ HabitKit คำอธิบายเบื้องหลังเรียบง่าย แต่ทรงพลังมาก นั่นคือคำว่า habit tracker มีมูลค่าทางการค้นหามากกว่าชื่อแบรนด์ และสำหรับแอปเล็ก การวางคีย์เวิร์ดไว้ในชื่อแอปอาจเป็นความต่างระหว่าง “ถูกค้นพบ” กับ “ไม่มีใครเจอ”
ใจความสำคัญของแนวคิดนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการตั้งชื่อให้ติดค้นหา แต่สะท้อนถึงหลักคิดสำคัญของการเติบโตบน App Store ทั้งระบบ คือถ้ายังไม่มีแบรนด์แข็งแรงพอ เราไม่ควรคาดหวังให้ตลาดจดจำชื่อแบรนด์ก่อนการใช้งานจริง ตรงกันข้าม เราควรยืม “ความต้องการที่มีอยู่แล้ว” ของผู้ค้นหาเข้ามาเป็นตัวพาแอปไปสู่การติดตั้ง
บทความนี้จะวิเคราะห์แนวคิดดังกล่าวในเชิงลึก ว่าทำไมการใส่ primary keyword ลงในชื่อแอปจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะกับนักพัฒนาอินดี้ เหตุใดแอประดับโลกอย่าง Duolingo ถึงมีสิทธิ์เล่นเกมคนละแบบ และบทเรียนนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับ ASO หรือ App Store Optimization ในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน
กฎที่สำคัญที่สุด: ใส่คีย์เวิร์ดหลักไว้ในชื่อแอป
ประโยคที่สำคัญที่สุดจากคลิปคือกฎข้อเดียวที่แทบสรุปทั้งเรื่องได้เลย: ให้นำคีย์เวิร์ดหลักใส่ไว้ในชื่อแอป นี่ไม่ใช่คำแนะนำเชิงเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็นหลักการเชิงกลยุทธ์ เพราะชื่อแอปเป็นหนึ่งในสัญญาณที่มีน้ำหนักมากที่สุดต่อการค้นหาในสโตร์
ถ้าเราลองมองจากพฤติกรรมผู้ใช้ ส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากการพิมพ์ชื่อแบรนด์แปลกใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เริ่มจากปัญหาหรือความตั้งใจ เช่น
- อยากติดตามนิสัยประจำวัน
- อยากทำ to-do list
- อยากเรียนภาษา
- อยากบันทึกรายรับรายจ่าย
ดังนั้นผู้คนจึงมักค้นด้วยคำทั่วไป เช่น habit tracker, budget app, language learning มากกว่าจะค้นหาด้วยชื่อแบรนด์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก
นี่คือแก่นของการทำ App Store SEO หรือ ASO อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคำที่ผู้คนค้นไม่ปรากฏในตำแหน่งสำคัญของหน้าร้าน แอปก็อาจพลาดโอกาสการมองเห็นจำนวนมากตั้งแต่ต้นทาง
ทำไม HabitKit ถึงใช้ชื่อว่า HabitTracker-HabitKit
ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาน่าสนใจมาก เพราะมันเผยให้เห็นการตัดสินใจที่คนทำผลิตภัณฑ์จำนวนมากอาจรู้สึกขัดใจอยู่ลึก ๆ นั่นคือแบรนด์จริงชื่อ HabitKit แต่ชื่อที่ใช้ในสโตร์กลับเป็น HabitTracker-HabitKit
ความหมายของการจัดลำดับแบบนี้ชัดเจนมาก คำว่า Habit Tracker มาก่อน เพราะมันคือคำที่คนค้นหา ส่วน HabitKit ตามมาทีหลัง เพราะมันคือชื่อแบรนด์
มุมนี้มีนัยสำคัญมากสำหรับผู้ก่อตั้งแอป เรามักอยากให้แบรนด์เป็นพระเอก อยากให้คนจำชื่อที่เราคิดมาอย่างดี แต่ในช่วงเริ่มต้น ตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับความรู้สึกนั้นเสมอไป ตลาดให้รางวัลกับความชัดเจนและความตรงความต้องการ ถ้าผู้ใช้กำลังหาตัวช่วยติดตามนิสัย คำว่า “habit tracker” จะสื่อสารเร็วกว่า “HabitKit” อย่างไม่ต้องสงสัย
การตั้งชื่อแบบนี้จึงไม่ได้ลดทอนแบรนด์ แต่เป็นการวางลำดับความสำคัญใหม่ว่า การถูกค้นเจอก่อน สำคัญกว่าการทำให้ชื่อแบรนด์ดูสะอาดตา โดยเฉพาะในช่วงที่แอปยังต้องแย่งพื้นที่จากคู่แข่งจำนวนมาก
คีย์เวิร์ดมี “มูลค่า” มากกว่าชื่อแบรนด์ ในช่วงที่ยังไม่มีแบรนด์
อีกประโยคที่คมมากคือคำว่า คีย์เวิร์ดมีมูลค่ามากกว่า ช่วงแรกของการเติบโต ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วเป็นวิธีคิดเชิงธุรกิจล้วน ๆ
ถ้าเรามองชื่อแอปเป็นทรัพย์สินหนึ่งชิ้น ชื่อที่มีคีย์เวิร์ดหลักอยู่ข้างในจะมีคุณค่าทางการค้นพบสูงกว่าชื่อที่มีแต่แบรนด์ล้วน ๆ เพราะมันเชื่อมแอปกับอุปสงค์ที่มีอยู่แล้วในตลาด
ตัวอย่างเช่น ถ้ามีสองแอปสมมติ
- MindNest
- Habit Tracker - MindNest
แม้ชื่อแรกอาจดูสวยกว่า ดูเป็นแบรนด์มากกว่า แต่ชื่อที่สองตอบคำถามผู้ใช้ทันทีว่าแอปนี้ทำอะไร และยังสอดคล้องกับคีย์เวิร์ดที่มีโอกาสถูกค้นหาอีกด้วย
ในเชิงการตลาด นี่คือการลดแรงเสียดทาน 2 ชั้นพร้อมกัน
- ลดแรงเสียดทานในการทำความเข้าใจว่าแอปมีไว้ทำอะไร
- ลดแรงเสียดทานในการถูกค้นพบผ่านช่องค้นหาของ App Store
จุดนี้สำคัญมากเพราะคลิปยังระบุว่ารายได้ระดับหลายหมื่นดอลลาร์ต่อเดือนเกิดขึ้นจากการได้ผู้ใช้เกือบทั้งหมดจากแหล่งเดียว ซึ่งในบริบทนี้ก็คือการค้นพบผ่านสโตร์เป็นหลัก เมื่อ 98% ของผู้ใช้มาจากจุดเดียว การปรับองค์ประกอบที่มีผลต่อจุดนั้นย่อมคุ้มค่ามหาศาล
เหตุใดนักพัฒนาอินดี้ “ไม่มีสิทธิ์ฟุ่มเฟือย” เรื่องชื่อแอป
ประเด็นที่แทงใจคนทำแอปเล็กที่สุดคือ ข้อสรุปที่ว่า บริษัทใหญ่อาจวางคีย์เวิร์ดไว้ตำแหน่งรองได้ แต่คนทำแอปอินดี้ทำแบบนั้นไม่ได้
นี่เป็นความจริงที่บางครั้งฟังแล้วไม่สบายใจ แต่หลีกเลี่ยงยาก เพราะบริษัทใหญ่มีความได้เปรียบที่นักพัฒนาอิสระยังไม่มี เช่น
- การรับรู้แบรนด์จำนวนมหาศาล
- การค้นหาชื่อแบรนด์โดยตรง
- งบโฆษณา
- การกล่าวถึงจากสื่อ
- การบอกต่อที่เกิดขึ้นเองในวงกว้าง
เมื่อแบรนด์แข็งแรงพอ ชื่อแบรนด์เองก็กลายเป็นคีย์เวิร์ดได้ เช่นคนค้น “Duolingo” ไม่ใช่แค่ “learn language app” อีกต่อไป แต่สำหรับแอปเกิดใหม่ ชื่อแบรนด์ยังไม่มี demand ของตัวเอง ถ้าใส่แต่แบรนด์ล้วน ๆ ก็เท่ากับหวังให้คนค้นคำที่ยังไม่มีใครรู้จัก
นี่เป็นกับดักที่พบได้บ่อยมากในหมู่นักพัฒนาและผู้ก่อตั้ง startup ขนาดเล็ก หลายคนทุ่มเทกับการตั้งชื่อให้เก๋ จำง่าย มีเอกลักษณ์ แต่ลืมถามคำถามพื้นฐานที่สุดว่า แล้วผู้ใช้จะหาชื่อนั้นเจอได้อย่างไร
ในมุมของเรา นี่ไม่ใช่การลดคุณค่าของแบรนด์ แต่เป็นการเรียงลำดับตามช่วงเวลา ช่วงแรกต้องชนะ “การค้นพบ” ก่อน จากนั้นค่อยชนะ “การจดจำแบรนด์” ถ้ากลับลำดับกันเร็วเกินไป ต้นทุนการเติบโตจะสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
บทเรียนจาก Duolingo: แบรนด์ใหญ่เล่นเกมคนละแบบ
ตัวอย่างของ Duolingo ถูกใช้เพื่อเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าบริษัทใหญ่สามารถวางคีย์เวิร์ดไว้ลำดับรองได้ เพราะตัวแบรนด์มีพลังในตัวเองแล้ว นี่คือความแตกต่างระหว่าง แบรนด์ที่คนค้นหา กับ แอปที่ต้องอาศัยคีย์เวิร์ดเพื่อให้ถูกเจอ
หากเราพิจารณาเชิงโครงสร้าง แบรนด์ขนาดใหญ่มี funnel ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
- ผู้ใช้รู้จักแบรนด์จากหลายช่องทางก่อนเข้า App Store
- เมื่อถึงเวลาติดตั้ง ก็พิมพ์ชื่อแบรนด์โดยตรง
- ชื่อแบรนด์จึงกลายเป็นตัวดึงทราฟฟิกได้เอง
ขณะที่นักพัฒนาอินดี้มักมี funnel แบบตรงไปตรงมามากกว่า
- ผู้ใช้มีปัญหา
- ผู้ใช้ค้นหาคำอธิบายปัญหานั้น
- แอปที่ใช้คีย์เวิร์ดชัดเจนมีโอกาสถูกพบมากกว่า
ข้อคิดสำคัญคือ เราไม่ควรเลียนแบบวิธีตั้งชื่อของบริษัทใหญ่โดยไม่ดูบริบท เพราะสิ่งที่ใช้ได้ผลกับแบรนด์ระดับโลก อาจใช้ไม่ได้กับแอปใหม่ที่ยังไม่มีการรับรู้ในตลาด
นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาดคลาสสิกของการทำการตลาดดิจิทัล คือเห็นผลลัพธ์ปลายทางของผู้เล่นรายใหญ่ แล้วพยายามเลียนแบบรูปแบบภายนอก โดยไม่เข้าใจว่าความสำเร็จนั้นตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรและแบรนด์ที่ต่างกันมาก
สิ่งที่คลิปนี้กำลังบอกจริง ๆ คือเรื่อง “การกระจายโอกาส”
แม้คลิปจะพูดสั้น แต่เมื่อขยายความให้เต็ม เราจะพบว่าแก่นแท้ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อ แต่คือการบริหารโอกาสในการเติบโตจากช่องทางที่ควบคุมได้
สำหรับแอปที่พึ่งพา organic acquisition หรือการได้ผู้ใช้แบบไม่ต้องจ่ายโฆษณา ช่องทางค้นหาใน App Store คือทรัพยากรสำคัญมาก ทุกคำ ทุกตำแหน่ง และทุกองค์ประกอบบนหน้าร้านจึงควรถูกใช้เพื่อเพิ่มโอกาสการค้นพบ ไม่ใช่ใช้เพื่อสนองความพอใจเชิงแบรนด์อย่างเดียว
ถ้า 98% ของผู้ใช้มาจากแหล่งเดียว การเพิกเฉยต่อรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างชื่อแอปอาจเทียบได้กับการเปิดร้านในทำเลดี แต่ไม่ติดป้ายหน้าร้านให้คนรู้ว่าขายอะไร
ในแง่นี้ การใส่คีย์เวิร์ดในชื่อไม่ได้เป็น “ทริก” แบบผิวเผิน แต่เป็นการเคารพพฤติกรรมจริงของตลาด
โครงสร้างชื่อแอปที่ใช้งานได้จริงสำหรับนักพัฒนาเล็ก
จากตัวอย่าง HabitTracker-HabitKit เราสามารถสกัดเป็นแนวคิดเชิงปฏิบัติได้ว่า ชื่อแอปสำหรับการเติบโตบนสโตร์ควรมีองค์ประกอบ 2 ส่วน
- คำอธิบายหมวดหรือความต้องการหลัก เช่น habit tracker, budget app, calorie counter
- ชื่อแบรนด์ ที่ใช้สร้างการจดจำในระยะยาว
รูปแบบนี้ให้ประโยชน์สองด้านพร้อมกัน คือได้ทั้งการค้นพบและการสร้างแบรนด์สะสมไปพร้อมกัน ยิ่งมีการติดตั้งมากขึ้น คนก็ยิ่งเริ่มจำชื่อแบรนด์ได้ วันหนึ่งเมื่อแบรนด์แข็งแรงขึ้นจริง เราอาจค่อยขยับให้แบรนด์มีบทบาทนำมากขึ้นได้ แต่ในช่วงต้น ความชัดเจนควรมาก่อนความหรูหรา
อย่างไรก็ตาม การใส่คีย์เวิร์ดในชื่อควรทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดคำจนดูสแปม หรืออ่านแล้วไม่น่าเชื่อถือ หลักที่ดีคือชื่อควรยังอ่านรู้เรื่อง สื่อสารชัด และไม่ทำให้แบรนด์เสียภาพลักษณ์เกินไป
ทำไมชื่อแอปจึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด
หลายคนอาจคิดว่าแค่มีแอปดี ผู้ใช้ก็จะหาเจอเอง แต่ในความเป็นจริง แอปที่ดีมากแต่สื่อสารไม่ชัด อาจแพ้แอปธรรมดาที่ตั้งชื่อถูกหลักการค้นหาได้ง่าย ๆ
ชื่อแอปมีผลอย่างน้อย 3 มิติ
- มิติการค้นหา ช่วยให้ระบบเข้าใจว่าแอปเกี่ยวกับอะไร
- มิติการคลิก ช่วยให้คนที่เจอผลค้นหาตัดสินใจได้เร็วขึ้น
- มิติความเชื่อมั่น ชื่อที่ชัดเจนช่วยลดความกำกวมและทำให้รู้สึกว่าแอปตรงความต้องการ
หากชื่อแอปคลุมเครือเกินไป ผู้ใช้จะต้องเดาจากไอคอน คำบรรยาย หรือภาพหน้าจอเพิ่มเติม ซึ่งเพิ่มภาระทางความคิดโดยไม่จำเป็น ในโลกที่ผู้ใช้เลื่อนผ่านตัวเลือกจำนวนมากภายในไม่กี่วินาที ความชัดเจนจึงเป็นข้อได้เปรียบเชิงแข่งขันโดยตรง
สิ่งที่ผู้ก่อตั้งแอปมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบรนด์
คลิปนี้ชวนให้เรากลับมาทบทวนความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในวงการผลิตภัณฑ์ นั่นคือความคิดว่าแบรนด์ต้องนำทุกอย่างเสมอ ความจริงคือแบรนด์ไม่ได้เกิดจากชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์สะสม การบอกต่อ ความพึงพอใจ และการกลับมาใช้งานซ้ำ
การรักษาชื่อแบรนด์ให้ “บริสุทธิ์” ตั้งแต่วันแรกอาจฟังดูถูกต้องในทางภาพลักษณ์ แต่ถ้าแลกกับการมองเห็นที่ลดลง ก็อาจเป็นการตัดโอกาสเติบโตของตัวเอง
ในทางกลับกัน การใช้ชื่อแบบ คีย์เวิร์ด + แบรนด์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีแบรนด์ ตรงกันข้าม มันคือวิธีสร้างแบรนด์บนฐานของการใช้งานจริง ผู้ใช้เข้ามาเพราะหาสิ่งที่ต้องการเจอ แล้วค่อยเรียนรู้ชื่อแบรนด์ผ่านประสบการณ์ที่ดี
นี่เป็นแบรนด์ที่เติบโตจากคุณค่า ไม่ใช่แค่จากการตั้งชื่อ
วิธีคิดนี้เชื่อมกับ ASO อย่างไร
ASO หรือ App Store Optimization คือกระบวนการปรับองค์ประกอบต่าง ๆ ของหน้าร้านแอปเพื่อเพิ่มการมองเห็นและอัตราการติดตั้ง ชื่อแอปเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่ทรงพลังที่สุดส่วนหนึ่งเช่นกัน
องค์ประกอบที่มักเกี่ยวข้องกับ ASO ได้แก่
- ชื่อแอป
- Subtitle หรือคำโปรย
- คำอธิบายแอป
- ชุดคีย์เวิร์ด
- ไอคอน
- ภาพหน้าจอ
- รีวิวและเรตติ้ง
แม้คลิปจะเน้นแค่ชื่อแอป แต่ชื่อคือจุดเริ่มต้นที่ชัดที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่รวมทั้งการสื่อสารกับอัลกอริทึมและการสื่อสารกับมนุษย์พร้อมกัน
สำหรับคนที่อยากศึกษาเรื่อง ASO เพิ่มเติม สามารถดูแนวทางทั่วไปได้จากแหล่งข้อมูลอย่าง Apple App Store Product Page และ Google Play Store Listing Best Practices ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่าร้านแอปให้ความสำคัญกับองค์ประกอบใดบ้าง
ข้อคิดเชิงกลยุทธ์: อย่าใช้ชื่อแอปเพื่อตอบตัวตนอย่างเดียว ให้ตอบตลาดด้วย
มุมที่น่าสนใจที่สุดของคลิปนี้คือ มันบังคับให้เราแยกคำว่า สิ่งที่เราอยากเรียกตัวเอง ออกจาก สิ่งที่ตลาดกำลังค้นหา สองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน โดยเฉพาะในช่วงแรก
ผู้สร้างจำนวนมากมักผูกอัตลักษณ์กับชื่อที่ตั้งขึ้น จึงรู้สึกว่าการเติมคำทั่วไปอย่าง “habit tracker” เข้าไปทำให้แบรนด์ดูธรรมดา แต่ในเชิงธุรกิจ การทำให้คนเข้าใจทันทีว่าแอปมีไว้ทำอะไร มักมีค่ามากกว่าความสวยงามทางความคิด
หากมองในกรอบการตัดสินใจ เราอาจสรุปได้ง่าย ๆ ว่า
- ถ้าแบรนด์ยังไม่มีแรงค้นหา คีย์เวิร์ดควรนำ
- ถ้าแบรนด์เริ่มมีแรงค้นหา คีย์เวิร์ดกับแบรนด์อาจอยู่ร่วมกัน
- ถ้าแบรนด์แข็งแรงมากแล้ว ชื่อแบรนด์อาจนำได้
ปัญหาคือหลายแอปกระโดดไปขั้นสุดท้ายเร็วเกินไป ทั้งที่ยังอยู่ขั้นแรก
สำหรับคนทำแอปใหม่ ควรถามตัวเอง 5 ข้อนี้ก่อนตั้งชื่อ
- ผู้ใช้ค้นหาปัญหานี้ด้วยคำว่าอะไร
ไม่ใช่คำที่ทีมชอบ แต่เป็นคำที่ตลาดใช้จริง - คีย์เวิร์ดหลักของแอปคืออะไร
ควรมีคำเดียวหรือกลุ่มคำหลักที่ชัดพอจะเป็นแกนของการสื่อสาร - ชื่อแอปบอกหน้าที่ได้ทันทีหรือไม่
ถ้าคนเห็นชื่อแล้วไม่รู้ว่าแอปทำอะไร อาจเสียโอกาสตั้งแต่แรก - แบรนด์จำเป็นต้องนำจริงหรือไม่
หากยังไม่มีชื่อเสียงมากพอ การให้แบรนด์ตามหลังอาจฉลาดกว่า - ชื่อฟังเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือหรือไม่
อย่ายัดคีย์เวิร์ดจนกลายเป็นชื่อที่ดูสแปม
คำถามเหล่านี้ดูพื้นฐาน แต่ถ้าตอบอย่างจริงจัง จะช่วยตัดสินใจเรื่องชื่อได้ดีกว่าการใช้ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณล้วน ๆ
มุมมองที่ตกผลึกจากคลิป: การเติบโตไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป
สิ่งที่น่าคิดมากจากคลิปนี้คือ บางครั้งการเติบโตของแอปไม่ได้เริ่มจากกลยุทธ์ซับซ้อน ไม่ได้เริ่มจากงบโฆษณา หรือเทคนิคไวรัลเสมอไป แต่เริ่มจากการเข้าใจ “ช่องทางเดียวที่สำคัญที่สุด” แล้วปรับสิ่งเล็กที่มีผลสูงสุดกับช่องทางนั้น
ถ้าผู้ใช้ส่วนใหญ่มาจาก App Store search การตั้งชื่อให้สอดคล้องกับคำค้นก็อาจมีอิทธิพลต่อรายได้มากกว่าการแต่งแบรนด์ให้สวยแต่ไม่มีใครพบเห็น
นี่คือแนวคิดแบบ leverage อย่างแท้จริง คือหาจุดที่ขยับน้อยแต่กระทบผลลัพธ์มาก สำหรับนักพัฒนาอิสระที่มีเวลาและทรัพยากรจำกัด นี่เป็นบทเรียนที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการไล่ตามกลยุทธ์ที่ดูหวือหวาแต่ทำซ้ำได้ยาก
คำศัพท์เฉพาะทางที่น่าสนใจ
- Primary Keyword หมายถึงคีย์เวิร์ดหลักที่ต้องการให้แอปถูกค้นเจอมากที่สุด มักเป็นคำที่สะท้อนความต้องการหลักของผู้ใช้
- App Store Optimization (ASO) การปรับหน้าร้านแอปเพื่อเพิ่มการมองเห็นในการค้นหาและเพิ่มอัตราการติดตั้ง
- Organic Acquisition การได้ผู้ใช้มาโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา เช่น จากการค้นหาบน App Store
- Brand Search การค้นหาด้วยชื่อแบรนด์โดยตรง เช่น ค้นคำว่า Duolingo แทนการค้นคำทั่วไปอย่าง language learning
- Conversion การเปลี่ยนจากการมองเห็นหรือการเข้าชม ไปสู่การกระทำที่ต้องการ เช่น การติดตั้งแอป
- Funnel เส้นทางที่ผู้ใช้ค่อย ๆ ผ่านจากการรู้จัก ไปสู่การสนใจ และลงท้ายที่การติดตั้งหรือจ่ายเงิน
บทสรุปจาก Insiderly
คลิปนี้สั้น แต่ให้บทเรียนที่คมมากสำหรับโลกของแอปสมัยนี้ นั่นคือ การค้นพบสำคัญกว่าความโรแมนติกของแบรนด์ในช่วงเริ่มต้น ถ้าแอปยังเล็ก ชื่อแบรนด์ยังไม่ถูกค้นหา และผู้ใช้ส่วนใหญ่มาจากการค้นบนสโตร์ การใส่คีย์เวิร์ดหลักไว้ในชื่อแอปไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่แทบเป็นเรื่องจำเป็น
กรณีของ HabitTracker-HabitKit แสดงให้เห็นการตัดสินใจที่มีวินัยมาก ผู้สร้างเลือกสิ่งที่ตลาดต้องการก่อนสิ่งที่ตัวเองอยากเห็น และนั่นมักเป็นความต่างระหว่างแอปที่โตได้กับแอปที่ดีแต่เงียบหาย
มุมมองที่สำคัญที่สุดคือ อย่ารีบเล่นเกมของแบรนด์ใหญ่ถ้ายังไม่มีฐานแบบแบรนด์ใหญ่ บริษัทอย่าง Duolingo มีสิทธิ์ให้ชื่อแบรนด์เด่น เพราะตลาดรู้จักแบรนด์นั้นอยู่แล้ว แต่นักพัฒนาอินดี้ต้องชนะด้วยความชัดเจนก่อน เมื่อถูกค้นเจอมากพอ ใช้งานดีพอ และคนเริ่มจดจำได้ วันนั้นแบรนด์จึงจะมีสิทธิ์นำอย่างแท้จริง
ถ้าจะสรุปให้เหลือเพียงประโยคเดียว บทเรียนนี้คือ ตั้งชื่อแอปให้คนหาเจอก่อน แล้วค่อยทำให้คนจำได้