Skip to content

AbMaxx: จากค่า UGC ที่แพงเกินไป สู่หุ้นส่วนครีเอเตอร์และการทดลองโฆษณา

VibeSolo
ภาพหน้าแนะนำ AbMaxx แสดง Get Your AbMaxx Score, Your Custom Abs Plan และ Track Your Transformation ข้างผู้ให้สัมภาษณ์
ภาพหน้าแนะนำ AbMaxx ในบทสัมภาษณ์ แสดงคะแนน แผน และการติดตามผล ที่มา: Starter Story

ช่วงแรกของ AbMaxx ลิโนจ้างอินฟลูเอนเซอร์ฟิตเนสทำวิดีโอราคาแพง ทั้งที่ยังไม่รู้ว่ารูปแบบไหนทำให้คนสนใจแอปจริง ๆ เขาเล่าในรายการ Starter Story ว่ารายได้เริ่มมาแล้ว แต่ส่วนต่างเหลือน้อย จึงเปลี่ยนทั้งวิธีร่วมงานกับครีเอเตอร์และวิธีซื้อโฆษณา

กรณีนี้มีรายละเอียดให้ศึกษามากกว่าพาดหัวรายได้หลักหมื่นดอลลาร์ ทั้งการทิ้งแอปรุ่นแรก การเลือกปัญหาเฉพาะ และการใช้ชิ้นงานเดียวกันในสองช่องทาง ตัวเลขต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่ผู้ก่อตั้งรายงานและภาพแดชบอร์ดในคลิป ไม่ใช่ผลตรวจบัญชีอย่างอิสระหรือผลลัพธ์ที่คนทำตามจะได้รับ

แอปที่เลือกตอบโจทย์กล้ามท้องโดยเฉพาะ

ลิโนเล่าว่าไอเดียเริ่มจากการคุยกับเพื่อนในยิมเรื่องกล้ามท้อง เขาจึงเลือกสร้าง AbMaxx ให้สื่อสารเรื่องนี้โดยตรง แทนการทำแอปติดตามการออกกำลังกายทุกประเภทพร้อมกัน

ตามคำอธิบายของเขา แอปรับข้อมูลพื้นฐานแล้วนำเสนอแผนฝึก พร้อมโปรแกรมสำเร็จรูป ภาพที่แสดงในคลิปแบ่งประสบการณ์เป็นสามส่วน คือคะแนน AbMaxx แผนเฉพาะบุคคล และการติดตามการเปลี่ยนแปลง ทำให้เห็นว่าข้อเสนอของผลิตภัณฑ์ผูกกับเป้าหมายเดียวกันตั้งแต่หน้าแนะนำแอป

แอปยังถูกสาธิตว่ารับภาพหน้าท้องเพื่อให้คะแนนและข้อมูลประเมิน แต่คลิปไม่มีหลักฐานยืนยันความแม่นยำของการวัดร่างกายหรือผลต่อสุขภาพ จึงควรอ่านส่วนนี้เป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ผลรับรองการประเมินหรือคำแนะนำการฝึก

ผู้ก่อตั้งมองว่าตนพบตลาดเฉพาะที่ยังไม่มีคู่แข่งตรง ข้อสรุปนั้นมาจากการสำรวจของเขา ไม่ใช่การตรวจทั้งตลาด จุดที่เห็นจากกรณีนี้ชัดกว่าคือการเลือกข้อความและประสบการณ์ให้เจาะจงกับคนที่สนใจเป้าหมายเดียวกัน

51,011 ดอลลาร์ใน 28 วัน ต่างจาก MRR อย่างไร

ภาพแดชบอร์ดที่ลิโนเปิดมีตัวเลขแยกกันหลายช่อง:

  • Revenue: 51,011 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 28 วันล่าสุด
  • MRR: 12,864 ดอลลาร์สหรัฐ ตามป้าย Monthly Recurring Revenue
  • Active Subscriptions: 3,046 รายการ
แดชบอร์ดในบทสัมภาษณ์แสดง Revenue 51,011 ดอลลาร์ใน 28 วัน, MRR 12,864 ดอลลาร์ และ Active Subscriptions 3,046 รายการ
แดชบอร์ดในบทสัมภาษณ์แยก Revenue 28 วันออกจาก MRR ตัวเลขเป็นข้อมูลที่ผู้ก่อตั้งนำเสนอ ที่มา: Starter Story

ขณะพูด เขาระบุรายได้เดือนนั้นประมาณ 55,000 ดอลลาร์ และบอกว่ากำลังไปถึง 60,000 ดอลลาร์ จึงไม่ควรนำตัวเลขเป้าหมายมาเขียนว่าเกิดขึ้นแล้ว หรือเรียกรายได้ 51,011 ดอลลาร์ในภาพว่า MRR ภาพกับคำพูดอาจอ้างถึงจังหวะหรือช่วงต่างกัน แต่คลิปไม่ได้ให้ข้อมูลพอจะอธิบายความต่างนั้นอย่างแน่นอน

อีกด้านที่ยังขาดคือค่าโฆษณา ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม การคืนเงิน และข้อมูลต่ออายุที่ครบถ้วน ตัวเลขรายได้จึงยังไม่บอกกำไรสุทธิหรือความต่อเนื่องของธุรกิจ

สร้างด้วย AI แต่ยังต้องทิ้งงานรุ่นแรก

ลิโนบอกว่าเริ่มทำรุ่นแรกด้วย Lovable และใช้เวลาราวสองเดือน ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจกระบวนการเริ่มใช้งานแอปหรือเครื่องมือจัดการสมาชิก เมื่อใกล้เปิดตัวกลับเห็นว่างานยังไม่ดีพอ จึงตัดสินใจสร้างใหม่

ระหว่างนั้น เขาเริ่มติดตามผู้สร้างแอปบน X แล้วนำคำแนะนำเรื่องการใช้ AI พัฒนาแอป การเริ่มต้นใช้งาน และการตลาดมาปรับใช้ เขาระบุว่ารุ่นที่สองใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน และเดือนแรกหลังเปิดตัวมีรายได้มากกว่า 7,000 ดอลลาร์ ทั้งเวลาและตัวเลขนี้เป็นคำเล่าของผู้ก่อตั้ง

เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเส้นตรงจาก “ไม่มีพื้นฐาน” ไปสู่แอปที่ขายได้ทันที การใช้เครื่องมือ AI ยังมีช่วงที่ต้องเรียนรู้ว่าผลงานแบบไหนพร้อมส่งให้ผู้ใช้ และบางครั้งต้องยอมเปลี่ยนงานที่ทำมาแล้ว

เมื่อการจ้างครีเอเตอร์ยังไม่คุ้ม

การตลาดรอบแรกใช้วิดีโอจากอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่ ควบคู่กับสไลด์โชว์ TikTok ที่ลิโนโพสต์เอง เขาบอกว่าบางวิดีโอมีราคาหลายพันดอลลาร์ แต่ทีมยังไม่มีรูปแบบคอนเทนต์ที่พิสูจน์แล้วว่าจะขายได้

เขาประเมินว่าช่วงนั้นทำรายได้ประมาณ 3,000 ถึง 4,000 ดอลลาร์ โดยมี margin เพียงราว 5% ถึง 10% คลิปไม่ได้แจกแจงวิธีคำนวณ margin จึงใช้เป็นคำอธิบายปัญหาต้นทุนของเขา มากกว่าจะถือเป็นงบกำไรที่ตรวจสอบแล้ว

ทางที่เขาเลือกต่อมาคือให้หุ้นบางส่วนแก่อินฟลูเอนเซอร์ฟิตเนสรายหนึ่งเพื่อร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ผลิตคอนเทนต์ จากนั้นยุติดีล UGC และอินฟลูเอนเซอร์แบบอื่น แล้วคงความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์รายนี้ไว้

ผู้ดำเนินรายการมองว่าการมีส่วนได้ส่วนเสียช่วยให้ครีเอเตอร์อยากให้งานสำเร็จ แต่บทสัมภาษณ์ไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนหุ้น ภาระงาน หรือเงื่อนไขสัญญา จึงไม่ควรเรียกความร่วมมือนี้ว่าโฆษณาฟรี หรือใช้เป็นสูตรว่าผู้ก่อตั้งทุกคนควรแลกหุ้นเพื่อหาลูกค้า

ลองชิ้นงานเดิมในช่องทางใหม่

ลิโนนำวิดีโอของพาร์ตเนอร์ไปซื้อโฆษณาบน Meta และรายงาน ROAS ประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า ต่อมาเมื่อนำชิ้นงานเดิมไปใช้กับ TikTok Ads เขาระบุ ROAS ประมาณ 4 ถึง 5 เท่า

ROAS เป็นการเทียบรายได้ที่นับให้โฆษณากับค่าโฆษณา ไม่ใช่กำไรสุทธิ คลิปไม่ได้ให้รายละเอียดช่วงวัด วิธีระบุแหล่งที่มาของยอดขาย หรือค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงยังเปรียบเทียบสองช่องทางแบบควบคุมตัวแปรไม่ได้

ลิโนอธิบายว่าผู้ชมที่เข้าถึงผ่าน TikTok สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของแอปมากกว่า นี่เป็นผลที่เขารายงานจากธุรกิจของตัวเอง จุดที่นำมาคิดต่อได้คืออย่าสรุปคุณภาพของชิ้นงานจากช่องทางเดียว แต่ก็ไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปประกาศว่า TikTok เหนือกว่า Meta สำหรับทุกแอป

คำแนะนำถ้าเริ่มใหม่ ไม่ใช่เส้นทางที่เขาทำทั้งหมด

เมื่อถูกถามว่าจะเริ่มใหม่อย่างไร ลิโนเสนอให้สำรวจแอปในตลาดที่สนใจ โพสต์คอนเทนต์เพื่อดูการตอบรับก่อนสร้าง แล้วรีบส่งรุ่นเล็กออกไปเรียนรู้ เขายังเสนอให้ทดลองกับครีเอเตอร์รายเล็กเพื่อหาประโยคเปิด รูปแบบ และคำชวนให้ลงมือทำ ก่อนเพิ่มงบ

ข้อเสนอนี้ต่างจากเส้นทางจริงของ AbMaxx ที่ใช้เวลาสร้างหลายเดือนและไปต่อด้วยครีเอเตอร์ที่ถือหุ้น จึงควรแยกคำแนะนำย้อนหลังออกจากสิ่งที่เขาลงมือทำมาแล้ว

ในคลิป เขาใช้จำนวนคอมเมนต์แสดงความสนใจเป็นสัญญาณว่าไอเดียน่าทำต่อ แต่ความสนใจยังไม่ใช่การจ่ายเงินหรือการกลับมาใช้ซ้ำ หากนำแนวทางโพสต์ก่อนสร้างไปลอง ควรบอกให้ชัดว่าผลิตภัณฑ์ยังอยู่ระหว่างพัฒนา และดูว่าความสนใจเดินต่อไปถึงการใช้งานจริงหรือไม่

สิ่งที่กรณี AbMaxx แสดงให้เห็นคือผู้ก่อตั้งเปลี่ยนวิธีทำเมื่อพบว่าต้นทุนไม่คุ้ม ตั้งแต่ทิ้งแอปรุ่นแรกจนถึงเปลี่ยนความร่วมมือและช่องทางโฆษณา รายได้ในภาพช่วยให้เห็นขนาดธุรกิจช่วงหนึ่ง ส่วนรายละเอียดเหล่านี้ช่วยอธิบายว่ากว่าจะมาถึงจุดนั้น เขาต้องตัดสินใจอะไรบ้าง

วิดีโอต้นทาง

เรียบเรียงจาก บทสัมภาษณ์ลิโน ผู้ก่อตั้ง AbMaxx ในรายการ Starter Story และภาพที่แนบกับบทความ VideoToBlog ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2026 ตัวเลขเป็นข้อมูลในช่วงสัมภาษณ์ ไม่ใช่การตรวจรายได้หรือราคาปัจจุบัน